Showing posts with label Idea Log. Show all posts
Showing posts with label Idea Log. Show all posts

Thursday, October 09, 2008

Is the toilet half full or half empty?

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

กลับมาเรื่องเก่าหน่อยนึง พอดีเรื่องนี้คาใจมานานมาก แล้วเพิ่งได้โอกาสถ่ายเก็บไว้เมื่องาน 6 ปี Bed Supperclub ที่ผ่านมา (เหตุให้ไปสอบสังคมอย่างมึนๆ)

เรื่องของเรื่องคือ ถึงแม้ Bed จะพยายามช่วยโลกร้อนด้วยพฤติกรรมประหยัดๆ ทุกๆ LED Mondays แต่แล้วปัญหาก็เกิดที่ชักโครก (เอ๋!?) คือว่าสงสัยมานานว่าที่กดแบบ Half Tank ของร้าน ด้านไหนเหรอที่ว่า Half? ดูรูปแล้วช่วยบอกที

Toilet at BED

ปิดท้ายอีกเรื่องที่เห็นว่าเกร๋เกินห้ามใจ (เหรอวะ) คือปุ่มเซฟของ NeoOffice (ไม่ได้ใช้เองหรอก เลยไม่ได้ Screenshot มาให้) แต่เมื่อวันก่อนดูเครื่องให้พี่กิ๊กส์ แล้วเหลือบไปเห็นความล้ำสมัยของมัน คือปกติปุ่มเซฟที่เห็นกันทั่วไป จนเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกัน คือรูปแผ่นดิสก์ แต่คาดว่าสังคมเปิดได้ลงความเห็นไปเรียบร้อยแล้วว่าเทคโนโลยีนั้นตายไปนานแล้ว ปุ่มเซฟของ NeoOffice จึงมาแรงแซงทุกค่าย ด้วยรูป (แตน แตน แต๊น) Removable Drive ของ Mac OS (แนวป่ะล่ะเพื่อนๆ) - ยกให้เค้าเหอะ อย่าเลียนแบบ

Thursday, September 18, 2008

Cal-endar Evaluation

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

เล่นๆ ไป ก็นึกถึงพวกโปรแกรมจัดการเวลาต่างๆ มันมีเยอะ ตั้งแต่บนมือถือ PDA โน๊ตบุค PC ยันเว็บอย่าง Facebook ก็มีทั้งนั้น แต่แทบไม่ได้ใช้เลย จริงๆ ก็เห็นประโยชน์ของมันนะ แต่อย่างว่าเวลานัดอะไรไว้ ก็ชอบจำๆ เอา ขี้เกียจจิ้มเข้าไป ยากเกิน แต่ถ้าเกิดงานเข้าเยอะ อาจจะต้องหาโปรแกรมเทือกนี้ช่วยสับรางซะหน่อย ฮ่าๆๆ

ว่าไปก็ชอบนะ ใน Facebook กับการทำ Event ขึ้นมาแล้ว Invite คนโน้นคนนี้ มันง่ายดี ถ้าจะไปงานไหน ก็แค่ตอบตกลง มันก็เข้ามาในตารางเราเรียบร้อย ไม่ต้องกรอกอะไรเพิ่มเติมให้ยุ่งยาก

ส่วนโปรแกรมที่ว่านี้ ก็อารมณ์ทำนองเดียวกัน เป็นประมาณ Social Calendar ที่สามารถแจ้งตารางนัดหมายเป็นกลุ่มๆ คล้ายๆ Groups บน Social Network ที่เห็นกันอยู่ทุกวัน

ที่เด่นหน่อย คงเป็นการทำงานบนมือถือ เพราะเรื่องนี้สำคัญ ถ้าจะเน้นเรื่องตารางเวลา ตัวจัดการควรพกไปด้วยตลอด ก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้เรียบร้อยเลย

ที่เอะใจนิดนึงคือเวลาเข้ามาในโปรแกรม จะเจอหน้าจออารมณ์ At a glance ซึ่งก็ดีแล้ว แต่ข้างล่างจะมี More... ที่ดูแล้ว เหมือนจะกดได้ แต่เอ๊ะ นี่มันไม่ใช้หน้าจอสัมผัส แล้วพอกดเมนูขึ้นมา ก็ไม่เห็นจะมีตัวเลือก My Events กับ My Messages ให้ดูแบบเหมารวมเลย ถ้าเพิ่มเข้ามาหน่อยก็อาจจะดี (หรือว่ายังไม่เข้าใจอารยธรรมของโปรแกรม ก็ไม่รู้เหมือนกัน)

อีกอย่างคือตรง OK กับ Cancel (พวกหน้า New Event / Send Message) ทำซะเหมือนปุ่มกดในคอมอีกละ จริงๆ อันนี้พอเข้าใจว่าใช้ปุ่ม Navigation เลื่อนไปเลือกไว้ได้ แต่ถ้าเลือกจากปุ่ม Menu ไปเลย จะไม่ง่ายกว่าเหรอ อาจจะให้ OK เป็นปุ่มอเนกประสงค์ข้างซ้าย ส่วน Cancel ก็ลูกศรที่อยู่ข้างล่าง น่าจะเข้าใจได้ง่ายเหมือนกัน

สุดท้ายๆ หน้า Find Meeting Time ตัวเล็กเกิน น่าจะปรับให้เหมาะกับมือถือมากกว่านี้หน่อย กรอกอะไรตั้งมากมาย ถ้ามันใช้ไม่หมด ก็เลือกแสดงเฉพาะกลุ่มจะดีกว่า แล้วให้ตัวใหญ่ๆ ด้วย (ปกติชอบตัวเล็กเหอะ เก๋ๆ เหลือที่หายใจเยอะดี แต่อันนี้รับไม่ได้จริงๆ)

ปล. สำหรับคนที่อ่านแล้วงง โทษที ไม่ได้แปะรูป กลัวแปะ Flikr ไปแล้วมีคนงงว่ารูปอะไรวะ

Thursday, September 04, 2008

WALL-E

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

ไปดู WALL-E มาอ่า น่ารักดีนะ ตลกดี คนนี้ก็อ้วนกันหมดเลย สมัยนี้ก็จะอย่างนั้นอยู่แล้วนะ ไม่ต้องนั่งรถก็จะไม่ลุกไปไหนกันอยู่แล้ว

ว่าแล้วคงน่าเบื่ออ่า อยู่บนยานอวกาศเดิมๆ เกือบพันปี เหมือนไม่มีอะไรพัฒนาเลย มีแค่อาหารนี่แหละ สุ่มสูตรกับชื่อขึ้นมาเปล่าก็ไม่รู้ กร๊าก ว่าแล้วก็หิว

อืม ดู WALL-E แล้วเห็นการคิดของหุ่นยนต์ มันก็เหมือนคนเลยนะ อาจจะต่างบ้างตรงไม่ขี้เกียจเหมือนคน (เปล่าวะ) เหอะๆ

ถ้าจะพัฒนาหุ่นยนต์ไปถึงจุดนั้นได้ คงยาก ไม่รู้จะต้องพึ่งพาเซลล์ชีวภาพรึเปล่า เพราะการเรียนรู้ และเข้าใจอารมณ์มนุษย์มันซับซ้อน แล้วดูดิ พอเรียนรู้ได้ ก็สามารถหลอกลวง ปกปิด ทำอะไรได้ต่างๆ นานา กลายเป็นหัวข้อยอดฮิตของ Sci-fi Thriller ใหม่ๆ ไหนจะปัญหาการซึมซับอารมณ์ผิดๆ ของมนุษย์ แล้วไหนจะปัญหาการทำงานบนกฏกติกาที่แต่แล้วเกิดช่องโหว่ทางศีลธรรม เป็นหายนะขึ้นอีกที

ก็เลยเป็นจุดลังเลของการพัฒนา AI ไม่ว่าจะทางชีวะหรือด้วยชุดคำสั่งล้วนๆ คงต้องรอต่อไปว่าจะมีใครตั้งกฏแห่งชีวิตที่สามารถใช้เป็นหลักการเรียนรู้ของหุ่นยนต์ได้หรือเปล่า "เพื่อสันติสุขของโลกอันสวยงาม"

คือถ้าหุ่นยนต์มันมีอารมณ์/คิดเองได้นะ ก็คงเรียกได้ว่าก้าวหน้าไปมาก ไม่ต้องคอยควบคุมการทำงาน ปรับนู่นเปลี่ยนนี่ มันจะเรียนรู้ของมันเองได้ ซ่อมตัวเองยังได้เลย

และแล้ว มันก็จะมีความรักได้ เหมือนทุกอย่างจะดีสินะ แค่ไม่ให้มันคิดร้ายก็พอ (แล้วจะสอนมันยังไงล่ะ ขนาดคนยังสอนไม่ได้เลย) เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาโลกแตกต่อไป

ว่าแต่ว่าชอบมากคือเส้นวิ่งของหุ่นยนต์ ที่เวลามีการทำงานใหม่เกิดขึ้น จะมีเส้นถูกตีขึ้นมาที่พื้นให้หุ่นยนต์วิ่งตาม ถือเป็นรายละเอียดที่เก๋ดี (มีการกระโดดออกนอกเส้นด้วยอ่า ฮ่าๆ)

Thursday, July 10, 2008

Treehouse

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

พอดีต้องกลับมานั่งคิดถึง Real-world Game ที่อาจจะเอามาปรับให้อยู่บนโลกคอมพิวเตอร์ จากตัวอย่างก็เห็น E-card ในแบบที่เป็น Party Cracker ก็เป็นอะไรที่สร้างสรรค์ดีเหมือนกัน เลยมานั่งคิดถึงสมัยเด็กๆ แล้วนึกไปถึง Treehouse คือตอนเป็นเด็กจะชอบ Outdoor มากๆ เลยจะใช้ชีวิตเล่นในสวนซะส่วนใหญ่ ของเล่นในสวนเลยเยอะ มีตั้งแต่บ้านเป็นหลัง กระทั่งบ้านเป็นต้นไม้ บ้านเป็นหลังอาจจะแปลกหน่อย แต่เห็นบ้านเพื่อนก็มีกันนะ เอาเป็นว่าบ้านบนต้นไม้นี่แหละ ฮิตสุดละ เป็นอะไรที่สร้างสรรค์ได้ตามใจเด็ก เอาเศษไม้ ตะปู มาตอกๆ ทำโน่นทำนี่ ตอนนั้นก็มีเป็นชั้นๆ แล้วมีเชือกที่ีผูกไปยังต้นข้างๆ ติดรอกไว้แล้วห้อยเชือกลงมา เป็นของเล่นที่เพื่อนต้องมาเล่นกันทุกคน ไว้โหนข้ามสวนไปราวมนุษย์วานร

เข้าเรื่องดีกว่า ก็ที่คิดถึงบ้านบนต้นไม้ ก็คิดว่าน่ามาปรับใช้กับเกมออนไลน์ที่กำลังฮิตกันเหลือเกิน เป็นเกมสำหรับเด็ก เพื่อจุดประกายความสร้างสรรค์ เป็นการรวมเอาพวกเกมแนว Second Life, The Sim, Social Network เทือกนี้ เข้ามาเป็นโลกสวยงามสำหรับเด็ก ให้สามารถ Interact กับเพื่อนๆ ได้ สามารถเล่นเกมกัน ปลุกผักกัน (อิอิ) ไปซื้อของใส่บ้านต้นไม้มั้ง อะไรมั้ง เอาให้เป็นโลกน่ารักๆ ดี๋ด๋า ลั่นล๊า ไม่มีพิษไม่มีภัย (จะมีพวกโรคจิตเข้ามาหลอกเด็กป่าวหว่า ต้องป้องกัน) ยังไงที่สำคัญ ก็ต้องตกแต่งบ้านต้นไม้ได้ตามใจชอบ คือต้นของแต่ละคน ก็สุ่มขึ้นมาเลย จะเลือกต้นใหม่ก็ได้ พอได้ต้นเสร็จ ก็ตอกตะปู ติดนั่นติดนี่ตามใจกันไป ไม่จำกัด คือไม่ต้องอาศัยแค่ของที่ซื้อเข้ามาหรอก เอาความสร้างสรรค์เป็นหลักดีกว่า ตามกาลเวลา ต้นก็โตขึ้น เราก็แต่งมันมากขึ้น

ก็ไม่รู้ว่าจะสนุกป่าวนะ แต่ก็เป็นอะไรที่เค้ามีเล่นกันจริง แล้วอาจจะเอามาปรับใช้เป็นเกมคอมพิวเตอร์ก็ได้ เหมาะกับชีวิตลอยฟ้า ที่ไม่มีสวนเป็นของตัวเอง เอิ๊กๆ

Thursday, June 26, 2008

How big is the web?

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

พอดีวันก่อนอ.ณัฐนาถให้ไปหามาว่าปัจจุบันอินเตอร์เน็ตมีจำนวนเว็บไซต์เท่าไหร่ เลยได้ข้อมูลมาจาก Netcraft มาแปะๆ

เห็นเค้าบอกว่าตัวเลขล่าสุดคือ 172,338,726 เว็บไซต์
เป็นตัวเลขของเดือนนี้เลย แต่ดูแล้ว ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ คงเพราะวิธีการนับ จะนับเป็นจำนวน Hostname เพื่อให้ได้ตัวเลขที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ถ้าหากจะนับอะไรที่ปลีกย่อยกว่านั้น คงเป็นไปได้ลำบาก ทั้งเรื่องคำจำกัดความของคำว่าเว็บไซต์ และความร่วมมือจากเว็บไซต์รายใหญ่ๆ อย่างพวก hi5.com ที่เราเล่นๆ กัน นี่ก็ต้องนับว่าเป็นเพียงเว็บไซต์เดียว ก็ยุติธรรมแล้วเน้อ

ถ้ามาดูตัวเลขของ Technorati เห็นว่าแค่ Blog ปัจจุบันก็ทะลุร้อยล้านไปแล้ว แต่อย่างว่าเว็บฝาก Blog ยังงัยก็ต้องนับเป็นเว็บเดียว เพื่อให้ตัวเลขมีมาตรฐานในการวัด

ว่าไปแล้ว อะไรคือคำจำกัดความของคำว่า Website, Webpage, Homepage, Mini-site, etc. เข้าใจว่าคงมีการตั้งมาตรฐานไว้อยู่บ้าง แต่จากมุมมองของคนทำเว็บเอง ก็ยังไม่รู้เลย ประมาณว่าทำๆ ออกมาแล้ว อยากเรียกเป็นไร ก็ตามใจไปเลย เอิ๊กส์ๆ
ตรงนี้แหละ นับยาก

Thursday, June 19, 2008

As less as a box

The following post is part of the CPE 495 Human-Computer Interaction Idea Log.

พอดีลงเรียน Human-Computer Interaction กับอ.ณัฐนาถ เลยได้มาทำ Idea Log เป็นการรวบรวมความคิดเรื่องต่างๆ ประมาณ Blog ที่เกี่ยวข้องกับรายวิชานี้ เป็นที่มาของเรื่องราวบ่นๆ ที่จะมีเกี่ยวกับ Interaction Design เป็นระยะๆ ต่อจากนี้ไป

ดีนะ จะได้ไม่ดอง Blog
เอิ๊กส์

เออ ตะกี้ปองมาบอกว่าทำใส่กระดาษไป งงเลย ไหนตกลงว่าจะโพสลง Blog อ่า ช่างมัน เริ่มเขียนไปละ เขียนต่อดีกว่า เอิ๊กส์ อุตส่าเปิด Subdomain ใหม่เพื่อ Redirect เข้าเฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องแล้วอ่า แฮๆ

เรื่องของเรื่องคือวันนี้อ.ณัฐนาถอยากได้โพสที่เกี่ยวข้องกับความผิดพลาดของการออกแบบ ก็ลองคิดๆ ดู แต่นึกๆ ไป ก็นึกไม่ออก เอาเรื่องราวในวันนี้ละกัน คือขับผ่านหลังม. มันจะเห็นป้ายที่เขียนว่า "กรุงเทพ 51" ติดเป็นจำนวนมาก เล่นเอางงเลยทีเดียว ว่ามันคืออะไร (ไม่รู้จริงๆ) ข้างๆ พอมีรูปคบเพลิง ก็ทำให้เดาได้ว่าคงเป็นกีฬาแน่ๆ เลย จะถามว่ากีฬาของอะไร อย่างน้อยชื่อก็เฉลยไปบ้างแล้วว่าเป็นของกรุงเทพนั้นเอง แต่มันเป็นกีฬาเยาวชน เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ล่ะ อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน มันคงเขียนบอกเป็นตัวเล็กๆ นั้นแหละ แต่อ่านไม่ทันจริงๆ ทั้งๆ ที่ป้ายมันเยอะ

อันนี้ก็ไม่รู้เป็นความผิดพลาดของการออกแบบรึเปล่า เค้าอาจจะต้องการให้คนแอบสงสัยว่ามันคืออะไร เหมือนการบุกตลาดของสินค้ายี่ห้อใหม่ๆ แต่คาดว่าคงไม่ได้หวังขนาดนั้น คงเข้าใจกันไปซะมากกว่า คนในวงการกีฬาคงจะรู้กันดี (รึเปล่า)

เรื่องอื่นดีกว่า ไม่รู้อันเมื่อกี้มันเข้าข่ายรึเปล่า เอิ๊กๆ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการออกแบบ Interface แล้ว เคยได้ยินข้อถกเถียงอันนึงเกี่ยวกับการจัดวางแถบเมนู และปุ่มกดต่างๆ ว่าควรอยู่ทางซ้ายหรือทางขวา ส่วนตัวก็คิดว่าทางซ้ายนะ เพราะเวลาอ่านหนังสือ ทุกอย่างก็เริ่มจากทางซ้าย แต่ผลที่เค้าวิจัยออกมาไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร จำได้แต่ที่เค้ายกตัวอย่างให้เห็นถึงเรื่องของปุ่มควบคุมหน้าต่างบน Windows กับ Mac OS ที่จะอยู่กันคนละข้าง (กลัวเหมือนกันมั๊ง)

หยุดก่อนแป็บ รู้สึกว่าเมาท์อย่างเดียว แทบไม่มีอะไรเลย
เมาท์มาก บ่นเกิน ช่วยบอกด้วยนะครับอ.

อีกเรื่องในวันนี้ละกัน คือเพิ่งกลับมาจากเซ็นทรัล ไปเดินๆ กินข้าวอ่านะ แต่ก็กะจะว่าซื้อมือถือด้วย พอดีเมื่อวานเปิดเจอรุ่นนึงในเว็บ เป็นรุ่นที่มีมาได้ปีนึงแล้ว คาดว่าคงไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ ย้ำ ไม่ได้รับ เอิ๊กส์ เพราะหน้าจอที่เรียกได้ว่าแนวเกิน เล่นเอาหน้าจอซะหน้าปัดเครื่องคิดเลข ตรงนี้แหละที่มันโดน คืออยากได้มานานแล้ว มือถือที่มีไว้โทรอย่างเดียว ไม่ต้องทำไรเกินกว่านั้น แล้วพอดีเมื่อวานก็เจอ ทั้งๆ ที่มีมานาน ก็ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วแบบว่ามือถือค่อนข้างบางเลยทีเดียว ไม่ถึงเซ็นต์ เจ๋งไปเลย พกไปไหนมาไหนได้ เที่ยวได้ กางเกงไม่ตุง เยี่ยมๆ แต่ปรากฏว่าวันนี้ไปหา ก็หาไม่ได้ซะละ ปีเดียวเอง เก็บไปหมดละ น่าเสียดาย เพราะนอกจากจะเรียบง่ายแล้ว ยังทนเป็นพิเศษ เพราะทำมาเพื่อตลาดล่าง ถึงล่างมาก แล้วเห็นว่าวิจัยออกมาว่า จะต้องไปถึงแอฟริกา แล้วต้องทนแดด ฝน ฝุ่น ลม ให้ได้ แอบเสียดาย แต่เหตุผลที่มันไม่มีขายในวันนี้ ก็เพราะเรื่องของ Interface ที่ใช้ยากแสนลำบากเหลือเกิน ได้ยินมาว่าถ้าอยากปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามเกี่ยวกับเครื่อง ต้องกดรหัส ย้ำ กดรหัส เพราะมันไม่มีหน้าจอเมนูเหมือนเครื่องสมัยนี้ มันเป็นแค่ตัวเลขเหมือนเครื่องคิดเลข พร้อมรูปบอกสถานะเล็กน้อย แม้แต่เรื่องของ SMS เห็นว่าไม่สามารถใช้งานได้เลย เพราะถึงแม้ว่าเครื่องจะรองรับ แต่การอ่านนั้นลำบากหนักหนา ด้วยความสามารถในการแสดงตัวอักษรเพียง 2 บรรทัด แล้วบรรทัดละ 6 ตัวอักษร เยี่ยมมั๊ยหละเพื่อนๆ เรียบง่ายมาก ที่เหน็บสุดๆ นี้ เรียกว่าปลื้ม ปลื้มมากในความเรียบง่าย แล้วยังเสียดายที่หามาไม่ได้

ถ้ายังงัย มีผู้ผลิตมือถือคนไหน แวะเวียนผ่านมา ก็อย่าลืมไปทำมาให้หน่อยละกัน เคยเห็นงานออกแบบของรุ่นพี่ในม.คนนึง เป็นงานออกแบบมือถือสำหรับ i-mobile ที่ได้รับรางวัล แต่เป็นเพียง Concept Phone เลยไม่ได้เอามาผลิตจริง งานนี้ก็สวยเรียบใช่ย่อย ทำออกมาอารมณ์กระจกดำเรียบ ประมาณ iPhone (ตอนนั้นยังไม่มี iPhone นะ) แล้วข้างในเป็นตัวเลขดิจิตอล LED ให้อารมณ์ย้อนยุคอย่างแรง คือปุ่มกดก็เป็น LED นั้นแหละ แล้วหน้าจอแสดงผลก็เป็น LED แดงๆ เช่นกัน Retro มาก โดนสุดๆ รีบทำออกมาหน่อย ขอแค่โทร เอาบางๆ ทนๆ ด้วยนะ จะเอาไปเที่ยว ฮ่าๆๆๆ

i-mobile Concept Phone

สรุปๆๆ คืออยากได้เครื่องที่ Design over Function หน่อยๆ ที่แน่ๆ เน้นเรียบเก๋ ไม่เอานะกล้อง ไม่เคยใช้ เพลงก็ไม่ฟัง จริงๆ SMS ก็พอไหว แต่กะจะเอาไปเที่ยว ก็เลยไม่ต้องมีก็ได้ กดแล้วโทร เก๋มาก Minimal มั๊ยล่ะ เอิ๊กส์

พอแค่น้ีก่อนละกัน บ่นยาวไปแล้ว